| Willow Lu

สถานที่ท่องเที่ยวลับระหว่างทางไป-กลับสนามบินนานาชาติจูบุ และสถานีนาโกย่า

โดยปกติแล้วการเดินทางจากสนามบินนานาชาติจูบุถึงสถานีรถไฟนาโกย่านั้นจะใช้เวลาประมาณ40นาที แต่มีน้อยคนที่จะรู้ว่าตลอดช่วง40นาทีของการเดินทางนี้ จริงๆแล้วมีสถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจซุกซ่อนอยู่ไม่น้อยทีเดียว ที่สำคัญคือเพราะสถานที่เหล่านี้นั้นบางแห่งเป็นสถานที่ที่ไม่ค่อยเป็นที่รู้จัก ทำให้มีนักท่องเที่ยวน้อยกว่าสถานที่อื่นๆและง่ายต่อการหามุมถ่ายภาพมากๆเลยค่ะ แน่นอนว่าในบทความนี้เราจะแนะนำสถานที่เหล่านั้นให้ทุกคนได้อ่านกันอย่างจุใจ แต่ก่อนจะเริ่มออกเดินทางกัน เราขอแนะนำว่าเมื่อลงจอดที่นาโกย่าแล้ว ควรฝากกระเป๋าไว้ที่ travel information center หรือจะใช้บริการส่งของส่งกลับไปยังโรงแรมโดยตรงเลยก็ได้ เพื่อที่จะได้แวะท่องเที่ยวระหว่างทางได้คล่องตัวยิ่งขึ้นค่ะ

แผนการเดินทางโดยย่อ

  • จุดที่1 สถานี Rinku Tokoname: แวะชมย่านแมวกวักที่ Aeon Mall Tokoname (ใช้เวลาประมาณ 2ชม.)
  • จุดที่2 สถานี Tokoname: สัมผัสกลิ่นไอแห่งศิลปะเครื่องปั้นดินเผาที่สืบทอดต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่น (ใช้เวลาประมาณ 2ชม.)
  • จุดที่3 สถานี Shinmaiko: รับสัมผัสแห่งสายลม แสงแดด เกลียวคลื่นและท้องทะเล (ใช้เวลาประมาณ 1ชม.)
  • จุดที่4 สถานี Shurakuen: ตระการตาไปกับพระพุทธรูปยักษ์สูง18.79เมตร (ใช้เวลาประมาณ 1ชม.)

จุดที่1 สถานี Rinku Tokoname: แวะชมย่านแมวกวักที่ Aeon Mall Tokoname

Aeon Mall Tokoname นั้นอยู่ไม่ไกลจากสนามบินเลยค่ะ วิธีการเดินทางคือให้ขึ้นรถไฟสาย Meitetsu Airport ไปลงที่สถานี Rinku Tokoname ซึ่งอยู่ห่างจากตัวสนามบินเพียงแค่หนึ่งสถานีเท่านั้น สำหรับตัวมอลล์แห่งนี้นั้นไม่เพียงแค่เราจะได้ลิ้มรสอาหารพื้นบ้านญี่ปุ่นรสเยี่ยมเท่านั้น แต่ยังมีบริการฟรี wi-fi และบริการซื้อสินค้าปลอดภาษี สำหรับนักท่องเที่ยวอีกด้วย โดย Aeon Mall Tokoname นี้ไม่ได้เป็นที่นิยมแค่สำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติเท่านั้น แต่ยังเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจสำหรับชาวญี่ปุ่นที่อาศัยอยู่ในบริเวณนั้นด้วยค่ะ

นอกเหนือจากการเดินชมสินค้าต่างๆแล้ว จุดที่น่าสนใจอีกจุดหนึ่งสำหรับที่แห่งนี้คือ ตุ๊กตาแมวกวัก ค่ะ โดยในตัวมอลล์จะมีแมวกวักซ่อนไว้มากมายหลายจุด ใครสนใจก็ลองไปตามล่าหากันดูนะคะ


ปล. แมวกวัก หรือ Maneki-neko จะเป็นตุ๊กตารูปแมวถือเหรียญ ตามความเชื่อของคนญี่ปุ่นแล้ว แมวกวัก นี้จะนำพาโชคลาภมาให้กับเจ้าของ

ที่ปากทางเข้า เราจะได้เห็นตุ๊กตาแมวกวักที่ถูกออกแบบโดยศิลปินต่างๆวางอยู่เรียงรายเต็มไปหมด
ตุ๊กตาแมวกวักตัวนี้มีสัญลักษณ์หัวใจที่อุ้งมือด้วยค่ะ ว่ากันว่าหากใครหาแมวกวักตัวนี้เจอล่ะก็จะมีโชคทางด้านความรักและคู่ครองด้วยนะคะ
ร้านอาหารที่นี่ถึงไม่รู้ภาษาญี่ปุ่นก็ไม่เป็นไร เพราะเมนูของร้านอาหารที่นี่จะมีรูปประกอบไว้ให้สำหรับให้ชี้สั่งได้ สะดวกมากๆค่ะ
แมวกวักยักษ์ตัวนี้ชื่อ Otafuku (แปลว่า โชคลาภอันยิ่งใหญ่ ในภาษาญี่ปุ่น) ค่ะ เจ้าแมวตัวนี้สูงถึง6.5เมตร และว่ากันว่าเป็นแมวกวักที่ตัวโตที่สุดในโลก
ถ้าอยากจะเก็บโชคลาภจากสถานที่นี้ไปฝากเพื่อนๆหรือครอบครัวแล้วล่ะก็ เราสามารถหิ้วแมวกวักตัวเล็กพวกนี้กลับไปฝากคนที่บ้านได้นะคะ
บรรยากาศรอบๆ Aeon Mall Tokoname ก็ดีมากๆค่ะ ทั้งสายลม ทั้งแสงแดด ทำเอารู้สึกเหมือนหลุดไปอยู่อีกโลกนึงเลยทีเดียว

จุดที่2 สถานี Tokoname: สัมผัสกลิ่นไอแห่งศิลปะเครื่องปั้นดินเผาที่สืบทอดต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่น

หลังจากลงรถไฟที่สถานี Tokoname แล้วก็จะรู้สึกได้เลยค่ะ ว่าบรรยากาศของที่นี่นั้นแตกต่างไปจากสถานที่ร่วมสมัยอย่าง Aeon Mall Tokoname อย่างเห็นได้ชัด โดยในที่แห่งนี้นั้นเราจะสัมผัสและดื่มด่ำไปกับวัฒนธรรมท้องถิ่นของชาวญี่ปุ่นที่อาศัยอยู่ในแถบนี้ค่ะ

Tokoname นั้นเป็นย่านที่โด่งดังขึ้นชื่อในด้านศิลปะเครื่องปั้นดินเผาที่สืบทอดกันว่ากว่าพันปี และนอกจากนั้น 1ใน6เตาเผาในตำนานของญี่ปุ่นเองก็ถูกปั้นขึ้น ณ สถานที่แห่งนี้ด้วยค่ะ ที่ Tokoname นี้ไม่เพียงแค่เราจะได้เห็นทั้งเครื่องปั้นดินเผาต่างๆซึ่งถูกปั้นขึ้นและใช้สอยในอดีตอันแสนไกล นับตั้งแต่ยุคเมจิ ยุคไทโชมาจนถึงยุคโชวะเท่านั้น แต่เรายังจะได้เดินบนถนนที่ถูกสร้างขึ้นจากเครื่องปั้นดินเผาอีกด้วย

อ้อ แล้วก็ ตอนไปถึงอย่าลืมแวะขอแผนที่สำหรับนักท่องเที่ยวที่ visitor center นะคะ

บนถนน Maneki Neko Dori เราจะได้เห็นแมวกวักยักษ์ชื่อ Tokyo Nyan คอยกวักมือต้อนรับทุกคนด้วยค่ะ ถ้าอยากรู้ว่าแมวกวักตัวนี้ตัวใหญ่แค่ไหนล่ะก็ ลองเทียบกับเจ้าเหมียวที่นอนอยู่ข้างหน้าดูสิคะ
ในส่วนของกำแพงทางด้านซ้ายมือจะถูกสร้างจากไหใส่เหล้าใช้แล้วค่ะ นึกไม่ถึงเลยนะคะว่าของใช้แล้วจะกลายมาเป็นศิลปะที่น่าตื่นตาตื่นใจถึงขนาดนี้
หากเดินไปตามทางลาดแล้วละก็เราจะได้เห็นบ้านของตระกูล Takitake หลังนี้ค่ะ โดยตระกูล Takitake นี้เป็นตระกูลที่มีส่วนสำคัญอย่างมากในด้านธุรกิจการเดินเรือของชาวญี่ปุ่น ซึ่งมีอิทธิพลมาตั้งแต่สมัยเอโดะจนถึงสมัยเมจิ ซึ่งในบ้านหลังนี้เองก็มีสิ่งต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการเดินเรือจัดแสดงอยู่มากมาย
เตาเผาและเครื่องปั้นดินเผาเป็นอุตสาหกรรมท้องถิ่นของคนแถบนี้ โดย The Toei Kiln เตาเผาขนาดใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่นซึ่งถูกใช้งานระหว่างปี 1887 ถึง 1974 เองก็ได้ถูกกล่าวขานว่าเป็น หลักฐานสำคัญทางวัฒนธรรมพื้นบ้านที่ยังมีตัวตนหลงเหลืออยู่ ด้วยค่ะ และนอกจาก The Toei Kiln แล้ว ในสมัยเมจิ Tokoname แห่งนี้ยังมีเตาเผาขนาดใหญ่อยู่อีกกว่า 60 เตาเลยทีเดียว
บริเวณนี้ยังมีร้านค้าและร้านกาแฟให้แวะเยี่ยมชมมากมาย หากใครสนใจที่จะแวะซื้อของฝากให้เพื่อนๆหรือครอบครัวล่ะก็สามารถแวะเวียนเข้าไปได้นะคะ
การลงมาเดินที่ Tokoname แห่งนี้ให้ความรู้สึกเหมือนเราได้ย้อนเวลากลับไปในอดีตอันแสนไกล เรียกได้ว่าสมแล้วจริงๆที่สถานที่แห่งนี้ถูกบรรจุใน 1 ใน 100 สถานที่ท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ที่ดีที่สุดในญี่ปุ่นเลยค่ะ

 


 

จุดที่3 สถานี Shinmaiko: รับสัมผัสแห่งสายลม แสงแดด เกลียวคลื่นและท้องทะเล

หากต้องการหาที่ว่ายน้ำหรือพักผ่อนหย่อนใจใกล้ทะเลล่ะก็ Shinmaiko Marine Park ดูจะเป็นตัวเลือกที่ดีทีเดียวค่ะ Shinmaiko Marine Park เป็นสถานที่ท่องเที่ยวในบริเวณนาโกย่าที่ค่อนข้างโด่งดังและออกแบบมาให้เราสามารถรับสัมผัสของท้องทะเล และว่ายน้ำได้อย่างสนุกสนานค่ะ สำหรับคนที่ไม่อยากว่ายน้ำก็ไม่เป็นไรนะคะ เพราะการเดินเลียบไปตามชายหาดของที่นี่และปล่อยตัวปล่อยใจไปตามสัมผัสของทราบนุ่มๆเอง ก็ให้ความรู้สึกดีไม่แพ้กัน

ภาพนี้ดูคล้ายกับฉากหลังจากการ์ตูนเรื่อง แสลมดังค์ ก็จริง แต่เป็นคนละที่กันนะคะ
ที่นี่เราสามารถทั้งตกปลา ว่ายน้ำ หรือนั่งชมกินลมชมวิวสบายๆก็ได้ค่ะ สำหรับคนที่แวะมาอย่าลืมไปชมกังหันลมนี้กันนะคะ

จุดที่4 สถานี Shurakuen: ตระการตาไปกับพระพุทธรูปยักษ์สูง18.79เมตรที่ Shurakuen Park

หลายคนอาจจะรู้จักพระพุทธรูปยักษ์ใน Kamakura และ Nara กันดี แต่สำหรับพระพุทธรูป Shurakuen นี้ต้องขอบอกว่าองค์ใหญ่กว่าที่ Kamakura และ Naraเสียอีกค่ะ โดยพระพุทธรูปองค์นี้นั้นถูกสร้างขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองให้กับงานอภิเษกสมรสของจักรพรรดิโชวะ และตั้งแต่นั้นมาท่านก็กลายเป็นสัญลักษณ์ของเมือง Tokai แห่งนี้ ในส่วนของ Shurakuen Park นั้น แม้จะเปิดให้เข้าได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายก็จริง แต่ก็มีผู้คนไม่มากและให้ความรู้สึกสงบร่มเย็นค่ะ


เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับพระพุทธรูปยักษ์แห่ง Shurakuen
ชื่อ: พระอภิมหาพุทธะ (เป็นพระพุทธองค์ที่ประทับอยู่ในดินแสนสุขาวดี)
ความสูง: 18.79เมตร (เพิ่มเติม: พระพุทธรูปของ Nara สูง 14.98เมตร และพระพุทธรูปของ Kamakura สูง 11.3เมตร)
แล้วเสร็จเมื่อ: ปี 1985

เราสามารถมองเห็นเศียรของพระพุทธรูปองค์นี้ได้ตั้งแต่อยู่ที่สถานีรถไฟเลยค่ะ นอกจากนั้นแล้ว พระพุทธรูปแห่งShurakuenนี้ ยังเป็นพระพุทธรูปองค์แรกในญี่ปุ่นที่ถูกสร้างขึ้นด้วยคอนกรีตอีกด้วย
เป็นที่กล่าวขานกันว่ากล่องใส่เหรียญที่อยู่ตรงหน้าพระพุทธรูปองค์นี้นั้นไร้จุดสิ้นสุดค่ะ เพราะฉะนั้นแล้วใครที่หยอดเหรียญลงไปแล้วละก็ บุญบารมีเหล่านั้นที่เราได้ทำลงไปจะกลับมาหาตัวเราอย่างแน่นอน สิ่งนี้เองก็เป็นการสะท้อนถึงจิตวิญญาณแห่งพุทธะด้วยเช่นกันค่ะ

ผู้แปล ภคิน ธนสารกิจ