|กองบรรณาธิการCentrip

ระหว่างรอตัวปราสาทเปิดอีกครั้ง ก็มาแวะชม”ที่นี่”ในปราสาทนาโกย่ากันก่อนได้นะ : คู่มือแนะนำพระราชสำนักฮมมะรุแบบสมบูรณ์

หากพูดถึงสถานที่ท่องเที่ยวในนาโกย่า เชื่อว่าหลายคนคงจะนึกถึงปราสาทนาโกย่า ส่วน”เท็นชุคะคุ”ของปราสาทนาโกย่านั้นปิดตั้งแต่ปี 2018 เพื่อบูรณะโครงสร้างไม้ของตัวปราสาทใหม่ แต่ส่วน”พระราชสำนักฮมมะรุ”ที่หรูหราโอ่อ่านั้นยังรอให้ทุกคนเข้ามาแวะชมอยู่นะ

ในครั้งนี้ Centrip จะขอแนะนำรายละเอียดและไฮไลท์สำคัญเกี่ยวกับ”พระราชสำนักฮมมะรุ” ขอบอกไว้เลยว่าแค่บทความนี้บทความเดียวจะทำให้ท่านได้สัมผัสกับพระราชสำนักฮมมะรุอย่างลึกซึ้ง อีกทั้งยังจะไม่พลาดไฮไลท์เด็ดอีกด้วย ! ในท้ายบทความเราจะแนะนำบริการนำเที่ยวพระราชสำนักฮมมะรุในภาษาต่าง ๆ

อดีตปัจจุบันและอนาคตของพระราชสำนักฮมมะรุ

ปี ค.ศ. 1615 โทะคุกะวะ โยะชินะโอะบุตรชายคนที่ 9 ของโทะคุกะวะ อิเอะยะสุได้สร้างพระราชสำนักฮมมะรุขึ้นมาเพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัยของครอบครัว 5ปีต่อมา
โยะชินะโอะและครอบครัวได้ย้ายไปอาศัยที่นิโนะมะรุพระราชสำนักและเปลี่ยนพระราชสำนักฮมมะรุให้เป็นสถานที่สำหรับโชกุน มีเพียงโทะคุกะวะ อิเอะยะสุเท่านั้นที่ยังอาศัยอยู่ในพระราชสำนักฮมมะรุ ที่นี่ถูกปิดเกือบตลอดเวลากว่าหลายร้อยปี หลังการปฏิรูปในยุคเมจิ ปราสาทนาโกย่าถูกย้ายไปยังสำนักพระราชวังญี่ปุ่น และถูกเรียกว่า “นาโกย่าริคิว”(แปลว่า ปราสาทนาโกย่าที่ถูกแยกมา” ในปี ค.ศ. 1930 ได้ถูกตั้งให้เป็นสมบัติของชาติรุ่นแรกซึ่งเป็นที่เห็นด้วยอย่างมากจากผู้คนในนาโกย่า
ที่พระราชสำนักฮมมะรุถูกประดับไปด้วยภาพจิตรกรรมฝาผนังจากสำนักคะโนฮะ(สำนักจิตรกรรมชื่อดังในอดีต) ของตกแต่งที่ทำจากทองที่สลักชื่อของ เรียกได้ว่าเป็นการฝากผลงานทางสถาปัตยกรรม,จิตรกรรม,และประวัติความเป็นมาของศิลปะไว้กับที่นี่

หากพูดถึงปราสาทของญี่ปุ่น หลายคนอาจจะนึกถึงภาพของตัวปราสาทแบบสูง ๆ หรือที่เรียกว่า”เท็นชุกะคุ”ขึ้นมา แต่ความจริงแล้ว ทั้งตัวปราสาทสูง และฮมมารุพระราชสำนักถือเป็นเพียง”ส่วนหนึ่ง”ของปราสาทเท่านั้น “เท็นชุโคะคุ”มีไว้ใช้ในเรื่องของการทหารและ”พระราชสำนักฮมมะรุ”มีไว้สำหรับอยู่อาศัย สำหรับชื่อก็จะมีความแตกต่างกันไป โดยชื่อหลักจะเป็น “พระราชสำนัก”อย่าง “พระราชสำนักฮมมะรุ”นั้น ถูกตั้งขึ้นเพราะถูกตั้งอยู่ในส่วนกลางของพื้นที่ปราสาท(ฮมมะรุแปลว่ากึ่งกลาง” จึงเป็นที่มาของชื่อนี้นั่นเอง

แต่ในปีค.ศ. 1945 ปราสาทที่สวยงามของนาโกย่านี้ถูกโจมตีทางอากาศจนทำให้เท็นชุโกะคุและพระราชสำนักฮมมะรุถูกเผาไหม้ไปในกองเพลิงจนหมดสิ้น แต่ในความโชคร้ายยังมีความโชคดี เพราะสิ่งที่ยังหลงเหลืออยู่คือผังปราสาทและรูปถ่ายในสมัยโชวะตอนต้น นอกจากนี้รูปวาดฝาผนังได้ถูกแยกไปเก็บรักษาก่อนที่จะถูกโจมตีทางอากาศ ในปีค.ศ. 2009 นาโกย่าได้ทำการสร้างพระราชสำนักฮมมะรุขึ้นมาอีกครั้ง ใช้เวลาสร้างทั้งสิ้น 9 ปีครึ่ง และสร้างเสร็จในปี ค.ศ.2018
ด้วยความโชคดีที่หลักฐานสำคัญต่อการสร้างยังหลงเหลือ จึงทำให้ทุกอย่างออกมาเสร็จสมบูรณ์ ทั้งภายนอกของพระราชสำนักฮมมะรุไปจนถึงรายละเอียดเล็ก ๆ เท่ากับว่าพระราชสำนักฮมมะรุที่เราเห็นกันอยู่นี้แทบจะเป็นพระราชสำนักฮมมะรุที่ทะคุกะวะอิเอะยะสุเห็นเมื่อ 400 ปีก่อนเลยทีเดียว

พระราชสำนักฮมมะรุ เริ่มจากตรงนี้ !

พระราชสำนักฮมมะรุสร้างขึ้นจากไม้สนฮิโนะคิ ถือเป็นสิ่งก่อสร้างที่มีการสร้างห้องแบบญี่ปุ่นที่สมบูรณ์แบบในญี่ปุ่น
ในส่วนของ“โชะอิงซึคุริ”หรือห้องแบบญี่ปุ่นนั้น ใช้เวลาสร้างตั้งแต่ยุคมุโระมะจิจนถึงช่วงต้นของยุคเอโดะจนได้สถาปัตยกรรมที่สมบูรณ์แบบ จุดเด่นคือการให้ความสำคัญไปที่การสร้างในส่วนห้องรับแขกนั้นเอง ต่อไปเราจะพูดถึงพื้นที่ในห้องซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ในพระราชสำนักฮมมะรุ

โซนโอะโมะเทะโชะอิง: แขกจากทุกทิศมาที่นี่เพื่อมาชมความสง่างามของผู้ครองแคว้น

ส่วนโอะโมะเทะโชะอิงนั้นประกอบไปด้วย ห้องนะคะโนะคุจิ , ทะมะริโนะมะ ,เก็งคัง(ส่วนของทางเดินในอาคาร) และโอะโมะเทะโชอิง ที่นี่ถูกสร้างขึ้นเพื่อรับรองแขกที่จะมาเข้าพบผู้ครองแคว้น ขอบอกว่าไฮไลท์เด็ดๆอยู่ที่เก็งคังและโอะโมะเทะโชะอิง

ห้องนะคะโนะคุจิ:ห้องที่เหล่าหัวหน้าคนใช้มารวมตัวกัน

ทันทีที่เข้ามาในพระราชสำนักฮมมะรุ ท่านจะได้เจอห้องนะคะโนะคุจิเป็นอันดับแรก และในตอนที่เข้าไปนั้นจะได้กลิ่นหอมของไม้สนฮิโนะคิลอยมาปะทะหน้า
ในสมัยก่อนที่นี่ถูกใช้เป็นที่รวมตัวของหัวหน้าคนใช้ ในปัจจุบันกลายเป็นทางเข้าออก รวมไปถึงชั้นวางรองเท้า ตู้ล็อกเกอร์เก็บสำภาระแบบไม่เสียค่าบริการ รวมไปถึงโต๊ะประชาสัมพันธ์และบริการเครื่องแปลภาษาสำหรับการเยี่ยมชม เมื่อเข้ามาที่นี่ก็เอาของไปเก็บในล็อกเกอร์ให้เรียบร้อยแล้วเข้าไปลุยฮมมะรุโกเต็งกัน !

Tips:ถ้าลองเข้าไปคุยกับพนักงานที่โต๊ะประชาสัมพันธ์ล่ะก็ พนักงานจะเอาตัวอย่างตะปูที่ใช้จริงในการสร้างพระราชสำนักฮมมะรุมาให้คุณดู

เก็งคัง:สถานที่สำหรับรอแขก

ในอดีต สถานที่ที่แขกผู้มาเยือนต้องเดินผ่านก่อนเข้าไปในส่วนข้างในนั้นคือ”เก็งคัง” ถือเป็นประตูทางเข้าออกหลัก

จริง ๆ แล้วมีเรื่องตลกอยู่นิดหน่อย ถ้าสังเกตุดูดี ๆ ในภาพมีเสืออยู่ 2 ชนิดคือเสือโคร่งกับเสือดาว แต่ในตอนแรกเหมือนว่าภาพนี้ไม่ได้ตั้งใจให้ออกมาเป็นแบบนี้ เพราะในตอนนั้นในญี่ปุ่นไม่มีเสือโคร่ง จิตรกรจึงวาดขึ้นจากภาพศิลปะและคำบอกเล่าของจีนและเกาหลี ด้วยเหตุนี้คนญี่ปุ่นในตอนนั้นจึงเข้าใจผิดว่าเสือดาวคือเสือโคร่งเพศเมีย ภาพจิคุริงเฮียวโกะจึงเป็นภาพครอบครัวเสือโคร่งสุขสันต์นั่นเอง

Tips1: ภาพประวัติศาสตร์ของจริงที่มีอายุกว่า 400 ปี อย่าง”ภาพวาดจิคุริงเฮียวโกะ”นั้น จะเปิดให้ชมเป็นนิทรรศการพิเศษที่ไม่มีกำหนดการที่ตายตัว โดยจะนำภาพไปใส่ไว้ ณ ตำแหน่งเดิมกับที่เคยตั้งในอดีต หากต้องการชมภาพของจริงล่ะก็ แนะนำให้ท่านเช็คช่วงเวลาของนิทรรศการพิเศษก่อนมาที่นี่

Tips2: ทางเดินใหญ่เป็นทางเชื่อระหว่างเก็งคังและโอะโมะเทะโชะอิง ไม้สนฮิโนะคิที่ใช้ที่นี่มีความกว้างถึง 30 เซนติเมตร ถือว่าใหญ่ที่สุดในนี้ ว่ากันว่าราคาไม้ 1 แผ่นราคาเทียบเท่ารถเบนซ์หนึ่งคันเลยทีเดียว

โอะโมะเทะโชอิง: สถานที่ที่จะได้พบกับผู้ครองแคว้นอย่างเป็นทางการ

ในสมัยเอโดะ โอะโมะเทะโชะองถูกเรียกว่า “ฮิรุมะ”(ห้องกว้างที่มีขนาดกว่า 4 เสื่อครึ่งขึ้นไป ) เป็นสถานที่ที่ผู้มาเยือนและขุนนางจะได้พบกับผู้ครองแคว้นอย่างเป็นทางการ มีให้ชมถึง 4 ห้องด้วยกัน

เริ่มที่”ซันโนะมะ” จิตรกรรมฝาผนังของห้องนี้คือ”ภาพจะโคเนะโกะ”หรือภาพของอีเห็นที่นั่งอยู่หน้าบ่อน้ำและใกล้ ๆ นั้นมีดอกกุหลาบพันปีที่บานรับฤดูร้อนอยู่ด้วย

ในส่วนของอิจิโนะยะเป็น”ภาพโอคะคิจิสึ” ซึ่งเป็นภาพของครอบครัวไก่ฟ้าที่กำลังเล่นกันใต้ต้นซากุระที่เบ่งบานเต็มที่ในฤดูใบไม้ผลิ แสดงออกให้เห็นถึงความสมบูรณ์ของครอบครัว

ส่วนในสุดเป็นส่วนที่ได้ชื่อว่ามีความชั้นสูงมากที่สุดของโอะโมะเทะโชะอิงเรียกว่า “โจดันโนะมะ” ซึ่งภาพวาดในห้องนี้ส่วนใหญ่จะเป็นภาพต้นไม้เขียวขจีบ่งบอกถึงการมีอายุที่ยืนยาว ห้องนี้แตกต่างจากห้องอื่นตรงที่มี”โจไดกะมะเอะ”(แผงกั้นหน้าห้องนอน) รวมไปถึงการตกแต่งห้องซะชิกิ แสดงออกถึงสปิริตอันแรงกล้าของผู้ครองแคว้น

Tips:ที่หน้าห้องอิจิโนะมะมีการติดตั้งเทคโนโลยี AR ที่จะฉายภาพเสมือนจริงซึ่งจะทำให้คุณได้เห็นตอนที่โทะคุกะวะ อิเอะยะสุกำลังวาแผนการรบก่อนนำทัพไปล้อมโอซาก้า(โอซาก้าโนะจิน) ที่นี่เป็นที่ ๆ ทำให้รู้สึกว่าพระราชสำนักฮมมะรุไม่ใช่เพียงแค่สิ่งก่อสร้าที่ดูสวยงามเท่านั้น แต่ยังมีประโยชน์และความสำคัญอย่างมากในทางด้านประวัติศาสตร์

ในส่วนของวิดิโอที่ฉายถึงแม้จะเป็นภาษาญี่ปุ่น แต่ก็ไม่ต้องกังวลไปเพราะมีบริการซับไตเติลในภาษาจีน เกาหลี ฯลฯ ในเวลาที่มีคนมาเยอะ ๆ ก็แค่สแกน QR code ในมือถือ ก็จะได้เห็นเนื้อหาที่เหมือนกับในวิดิโอที่ฉาย

โซนไทเม็นโจะ: ห้องอันหรูหราและคลาสสิคสำหรับการเข้าพบที่เป็นส่วนตัว

ห้องนี้ถือเป็นห้องที่มีความส่วนตัวมากกว่าโอะโมะเทะโชะอิง เพราะเป็นห้องสำหรับเวลาที่ผู้ครองแคว้นอยากพบคนสนิทหรือขุนนางอย่างเป็นส่วนตัวนั่นเอง อีกทั้งที่นี่ยังเคยถูกใช้เป็นที่จัดพิธีสมรสของไดเมียวคนแรกในแคว้นโอะวะริ”โทะคุกะวะ โยะชินะโอะ”กับเจ้าหญิงฮิเมะ ห้องมีมีความหรูหราโอ่อ่าและคลาสสคมากกว่าโอะโมะเทะโชะอิง

ในโซนไทเม็นโจะนั้นประกอบไปด้วย โกะเซ็นโชะ(สถานที่เตรียมอาหาร),คุจะคุโนะมะ(ห้องญี่ปุ่นที่มีบริเวณกว้าง),ยะนะกิโนะมะ(ห้องนั่งเล่น)และคะมิไดโดะโคะโระ(ห้องครัวสำหรับครอบครัว)

ไทเม็นโจะ:พิธีสมรสของผู้ครองแคว้นถูกจัดขึ้นที่นี่

ลำดับต่อไปที่เราจะไปถึงคือ “นันโดะอิจิโนะมะ”และ”นันโดะนิโนะมะ” ทั้ง 2 ห้องมีภาพประดับฝาผนังที่เหมือนกันคือ ”ภาพซันซุยคะโจ”(ภาพของต้นบอนไซ)
ถ้าพูดตามตรงแล้ว ในพระราชสำนักฮมมะรุมีเพียงห้อง”นันโดะนิโนะมะรุ”เท่านั้นที่สามารถเข้าไปได้ แต่เนื่องจากเพื่อความสะดวกสบายของการสัญจร จึงเอาผนังกั้นออกทั้งหมดจนทำให้ไม่เหลือบรรยากาศความเป็นห้องเห็นเป็นเพียงทางเดินธรรมดาเท่านั้น

จุดเชื่อมระหว่งโอะโมะเทะโชะอิงและไทเม็งโชะคือผังที่มีความสูงค่อนข้างต่ำกว่าผนังห้องปกติ(ผนังตรงนี้เองก็ถูกเอาออกไปแล้วเหมือนกันค่ะ ฮ่าๆ)ในส่วนของด้านบนมีการตกแต่งที่ดูน่ากลัวและน่าเกรงขามเป็นการสื่อกราย ๆ ว่า “ห้ามไม่ให้ผู้ไม่เกี่ยวข้องเข้ามาเด็ดขาด”

บริเวณโจดันโนะมะและซึกิโนะมะถูกเชื่อว่าเป็นสถานที่ที่เคยใช้จัดพิธีสมรสของโทะคุกะวะโยะชนะโอะและเจ้าหญิงฮะรุ ซึ่งในตอนนั้นโยะชินะโอะอายุ 15 ปีและเจ้าหญิงฮิเมะอายุ 13 ปี
ภาพวาดในโจดันโนะมะนันเป็นภาพวาดของศาลเจ้าโยะชิดะและศาลเจ้าคะโมะวะเคะอิคะซึจิที่อยู่จังหวัดเกียวโต เป็นศาลเจ้าที่ตระกูลโทะคุกะวะมีความผูกพันด้วย เนื้อหาในภาพส่วนใหญ่จะเกี่ยวกับ”พิธียุดะเทะชินจิ”ของศาลเจ้าโยชิดะและการแข่งม้าที่จัดขึ้นในเดือนพฤษภาคมของศาลเจ้าคะโมะวะเคะอิคะซึจิรวมไปถึงบรรยากาศหอนางโลมสมัยก่อนด้วย *”พิธียุดะเทะชินจิ”คือการตั้งหม้อเพื่อต้มน้ำร้อนหน้าศาลเจ้าและให้มิโกะ(หญิงสาวบริสุทธิ์)เป็นผู้ใช้ช่อใบไผ่พรมน้ำร้อนไปที่ศาลเจ้าเพื่อเป็นการขอพรจากเทพเจ้า

ส่วนภาพวาดใน”ซึกิโนะมะ”เป็นภาพที่เกี่ยวกับหอนางโลมที่เมืองวะกะโนะอุระซึ่งเป็นบ้าเกิดของเจ้าหญิงฮารุ ในภาพมีภาพเกี่ยวกับการทำนาเกลือและเทศกาลฟุนะที่จัดขึ้นเพื่อขอพรก่อนเริ่มทำการเกษตรในช่วงฤดูใบไม้ร่วง

Tips:ในบริเวณใกล้ ๆ โจดันโนะมะก็มีการติดตั้งเทคโนโลยี AR(การฉายภาพเสมือนจริง) เช่นกัน โดยจะทำให้เราได้เห็นพิธีสมรสระหว่างโยะชินะโอะและเจ้าหญิงฮะรุ อีกทั้งใกล้ ๆ กันยังมี QR Code สำหรับผู้ที่ต้องการใช้มือถือในการชมอีกด้วย
แอบเอะใจตรงที่โยะชินะโอะที่อายุ 15 ปีกับเจ้าหญิงฮิเมะที่อายุ 13 ปีดูโตกว่าไวไปนิด ฮ่าๆ

โซนโจระคุเด็ง: สถานที่สำหรับโชกุนที่สวยงามและหรูหรา

โซนโจระคุเด็งนั้นถูกสร้างขึ้นในปีค.ศ.1634 เพื่อเป็นที่พักสำหรับโทะคุกะวะ อิเอะมิซึ โชกุนรุ่นที่ 3 ที่จะออกเดินทางไปยังเกียวโต (โจระคุแปลว่าการไปเกียวโต)จึงเป็นที่มาของชื่อโซนนี้

โซนโจระคุเด็งประกอบไปด้วย ทางเดินซะกิโนะอุเอะ,โจระคุเต็ง,อุเมะโนะมะ,โจโกะเซ็นโชะ,ยุโดะโนะโชะอิงและคุโระคิโชะอิง เนื่องจากยุโดะโนะโชะอิงและคุโระคิโชะอิงแคบมากจึงสามารถเข้าชมได้เฉพาะในช่วงเวลาที่กำหนดเท่านั้น

ทางเดินซะกิโนะอุเอะ

ทางเดินที่ติดต่อกับโซนโจระคุเด็งคือทางเดินซะกิโนะอุเอะ ซึ่งเป็นโซนสำหรับโชกุนโดยเฉพาะ ภาพวาดของที่นี่จะเป็นภาพวาดของนกกระสาเกาะอยู่บนต้นที่ถูกปกคลุมไปด้วยหิมะ สื่อให้เห็นถึง”ฤดูหนาว”ในญี่ปุ่น
เป็นภาพวาดฝาหนังที่มีขนาดกว้างดูหรูหรามากกว่าการตกแต่งทั่วไป

โจระคุเด็ง:ที่พบปะของเหล่าโชกุน

ในโจระคุเด็งมีห้องทั้งหมด 4 ห้อง ดังนี้ : ซันโนะมะ,นิโนะมะ,อิจิโนะมะและโจดันโนะมะเนื่องจากเป็นพื้นที่ที่โชกุนใช้ ห้องจึงดูมีระดับและมีบรรยากาศเหมาะสมกับความเป็นโชกุน

ทั้ง 4 ทิศของผนังห้องซันโนะมะนั้นเป็นภาพวาดของดอกไม้และนกใน 4 ฤดู ทั้งฤดูใบไม้ผลิ,ฤดูร้อน,ฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาว โดยเรียงแบบทวนเข็มนาฬิกา สิ่งแรกที่จะมองเห็นเมื่อก้าวเข้าไปในห้องนี้คือ”ภาพโระโระบะคุเฮ็นโจจุสึ”ที่อยู่ทางทิศตะวันออกของห้อง เป็นภาพในฤดูร้อนของนกกระสาที่กำลังพักผ่อนอย่างสบายใจใกล้ ๆ ต้นสนดำน้ำตกที่กำลังไหล

ว่ากันว่าสไตล์การตกแต่งของโจระคุเด็งนั้นได้รับอิทธิพลจากจีนมาอย่างมาก อย่างงานสลักไม้เหนือบานเลื่อนของห้อง”นิโนะมะ”ก็มีภาพนกหลายชนิดถูกสลักอยู่ ในนั้นมีนกที่ยืนอยู่ที่กลองไทโกะ ซึ่งในอดีตนั้นกลองไทโกะเป็นของบรรณาการจากประเทศจีน

นอกจากนี้ยังมีภาพฝาหนังของห้องอิจิโนะมะและนิโนะมะที่มีชื่อว่า “ภาพเทคันสึ”ซึ่งเป็นภาพที่”จางจิงเจิง”ที่เปรียบเสมือนนักการเมืองในสมัยก่อนของราชวงศ์หมิงเป็นผู้วาดไว้ เนื้อหาในภาพคือ ”ตี้เทียนถือโชว” เป็นการเล่าถึงจักรพรรดิที่มีปัญญาดีกับจักรพรรดิที่มีความชั่วร้าย โดยนำภาพมาวาดสไตล์คะโนฮะ(ศิลปะการวาดภาพแบบญี่ปุ่นโบราณ)ซึ่งภาพวาดในโจระคุเด็งนั้นได้หยิบเฉพาะส่วนดีของเรื่องออกมาวาด

梅之间——上级家臣的休憩场所

梅之间是侍奉将军的上级家臣的休憩场所。因其中绘有“雪中老梅图”而得名。

上御膳所&下御膳所——食品加热保温之處

上御膳所与下御膳所功能相同,仆人们在这里对从台所(厨房)送来的饭菜进行加热或保温(不负责烹饪)。不过上御膳所属于上洛殿,因此专门负责上洛殿的饮食。
目前这里陈放着一些介绍牌,向游客们介绍本丸御殿建筑所用桧木的砍伐及再生情况。

这里必看!细节也精彩!

在游览本丸御殿时,也许大家首先都会被房间中绚丽夺目的金箔画所吸引,不过千万也不要忘了看看这些小细节哟!

天井

天井,指的的房间天花板的位置。由于房间等级风格的不同,天井的装饰也变得丰富多样,看的时候千万不要忘记抬头哦!

小组格天井(表书院 一之间)
折上小组格天井(表书院 上段之间)
黑漆二重折上小组格天井 (对面所上段之间)
金辻具 (上洛殿 一之间)

天井绘 (上洛殿 上段之间)

金饰具

本丸御殿中有各种各样手工打造的金饰具,比如“钉隐”(隐藏钉子痕迹的装饰)、引手(门把手)等。而且这些饰具同天井一样,也是随着房间等级的不同而富于变化。

引手金具 (对面所 纳户二之间)
引手金具(上洛殿)
引手金具(黑木书院)
钉隐(上洛殿)
钉隐(汤殿书院)
钉隐(黑木书院)

多种贴心服务:畅通无阻游御殿

本丸御殿提供中英日韩4种语言服务,就算你日语完全不通也无需担心!此外本丸御殿(除汤殿&黑木书院外),均铺设了供轮椅通行的斜坡,即使身体不便也可以舒适参观全殿美景。

多语言语音讲解器

在本丸御殿中之口部屋即入口处,有多语言语音讲解器出租,有中英日韩4种语言可供选择。价格为100日元/台。会得到比讲解板更丰富的讲解内容呢!

多语言讲解员(汤殿书院&黑木书院)

汤殿书院和黑木书院区域是将军入浴及休息的区域。由于建筑内部比较狭窄,因此禁止游客私自进入。
不过会定时由讲解员带领入内参观。共有日文、英文和中文讲解共3种语言服务,每种语言开放的时间段不一,且每次有人数限制(15人/次)。可以先去汤殿书院入口处选择自己合适的时间和语言,领好对应整理券,按时入场哦!
讲解服务全程免费!

這些事情要注意!

参观本丸御殿时有几个注意事项:禁止触摸建筑任何部位,拍照时需关掉闪光灯,禁止饮食,禁止通话,不可以使用除铅笔以外任何笔做记录(防止油墨飞溅) 以及尽量把随身包放在身前(防止意外刮伤门窗)。

另外要注意,从本丸御殿是没有办法登上天守阁的!这是两个相对独立的建筑物。而且由于重修计划,天守阁自2018年5月起就不再对外开放,如果一切顺利,重开可能需要等到2022年年底。让我们期待一个焕然一新的天守阁吧!

总结

看完小編的實地介紹後,觉得本丸御殿怎么样呢?
可千万不要小看了这个地方,从里到外,各个细节其实都凝聚着古时日本顶级工匠、画匠的心血呢。如果细细逛下来,真的会有超多收获哦!而且往往最惊喜的细节就藏在你不经意的回眸间。带上我们的游览指南,向本丸御殿出发,体会曾经仅属于将军的豪华绚烂吧!

Related Articles Related Articles

Search from Map

  • See
  • Do
  • ico-nav-eat Eat
  • Stay
  • Buy
  • All

Search from current location